TRAVEL / SEASON

[Special Issue: Shinkansen] ต้นกำเนิดชินคันเซน!

20161009-15-01-Ride-Lightning

‘ชินคันเซ็น’ เป็นชื่อของรถไฟฟ้าความเร็วสูงที่ให้บริการอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งในแต่ละปีมันพาผู้โดยสารไปยังจุดหมายปลายทางต่างๆ เป็นจำนวนมากกว่า 1 หมื่นล้านคน ตลอดการให้บริการเต็มไปด้วยความปลอดภัย สะดวกสบาย และตรงเวลาพร้อมความรวดเร็ว ในปัจจุบันชินคันเซ็นวิ่งด้วยความเร็ว 320 กม./ชม. ขณะเดียวกันการเดินทางด้วยรถไฟฟ้าความเร็วสูงในญี่ปุ่นก็เป็นสิ่งที่พลาดไม่ได้เลยหากคุณมาเที่ยวที่นี่


20161009-15-02-Ride-Lightning
[Mount Fuji viewed from the Shinkansen]

ที่มาที่ไปของชินคันเซนมีต้นกำเนิดในช่วงการจัดงานโตเกียว โอลิมปิก ปี 1964 ซึ่งในขณะนั้นกำลังมีการวางรากฐานของระบบขนส่งสาธารณะ จนกระทั่งมันเปิดให้บริการในเดือนตุลาคมปี 1964 ก่อนหน้าพิธีเปิดการงานโอลิมปิก อย่างไรก็ตามหากชายคนที่ชื่อว่า ทาดาโนะ มิกิ กับทาดาชิ มัทซึไดอาระ รถไฟฟ้าความเร็วสูงขบวนนี้ก็คงจะไม่มีที่ยืนอยู่บนโลกยุคนี้เป็นแน่ โดยพวกเขาสองคนเป็นผู้ออกแบบรถไฟที่มีรูปร่างคล้ายกับกระสุนปืน ซึ่งก่อนหน้าที่ชินคันเซนจะโลดแล่นอยู่บนราง การศึกษาวิจัยจำนวนได้ถูกพัฒนาเพื่อหาความมั่นคงและปลอดภัยเมื่อรถไฟวิ่งด้วยความเร็วสูงมาก แน่นอนการใช้ระบบช่วงล่างแบบคอยล์สปริงกับถุงลมจะทำให้ตู้รถโดยสารมีความมั่นคงและนุ่มสบายไปพร้อมกัน ที่สำคัญคือการดูแลรักษายังสามารถทำได้ง่าย ประหยัดเงิน และมีความทนทานเป็นอย่างยิ่ง จากหยาดเหงื่อแรงกายในวันนั้นของชายสองคนในวันนั้น ทำให้ในวันนี้ชินคันเซนเป็นระบบขนส่งมวลชนที่ปลอดภัยที่สุดในโลก เพราะตลอดการให้บริการมากว่า 50 ปี มันไม่เคยทำให้ผู้โดยสารบาดเจ็บแม้แต่ครั้งเดียว

20161009-15-03-Ride-Lightning
[A photo of the Shinkansen's aircraft-like interior]

20161009-15-04-Ride-Lightning
[Photo of the interior and an advertisement inside a Shinkansen train]

ประสบการณ์ในการโดยสารชินคันเซนจะไม่เหมือนกับระบบรถไฟในประเทศอื่นๆ เพราะรถไฟในแต่ละเส้นทางจะเข้าสู่ชานชาลาตรงเวลาทุกครั้ง โดยเฉลี่ยแต่ละปีชินคันเซนจะเสียเวลาส่วนเกินไปเพียง 54 วินาทีเท่านั้น สำหรับตู้โดยสารมีพื้นที่เก็บสัมภาระอยู่เหนือเบาะนั่ง นอกจากนี้ระหว่างตู้โดยสารจะมีพื้นที่ไว้สำหรับวางกระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่ มีห้องน้ำกับห้องสูบบุหรี่เป็นมาตรฐาน ส่วนใครที่เกิดหิวขึ้นมาระหว่างเดินทาง ภายในขบวนยังมีรถเข็นจำหน่ายอาหารให้คุณเลือกข้าวกล่องมากินไปพร้อมกับชมวิวสองข้างทางได้ สำหรับกระจกหน้าต่างของชินคันเซนนั้นมีขนาดใหญ่และมีความเงียบเมื่อนั่งภายในเป็นอย่างมาก

20161009-15-05-Ride-Lightning
[A landscape view from inside the Shinkansen]

สิ่งที่ต้องระมัดระวังเป็นอย่างมากในการขึ้นชินคันเซ็นก็คือเรื่องเวลา เพราะรถชินคันเซ็นจะออกและถึงสถานีตรงเวลา เพราะฉะนั้นต้องเตรียมตัวเช็คชานชาลาที่ต้องขึ้นล่วงหน้าและควรไปถึงก่อนเวลารถไฟออกอย่างน้อยสิบห้านาที หากใครไม่แน่ใจก็สามารถสอบถามกับเจ้าหน้าที่สถานีได้ ส่วนเรื่องตั๋วรถไฟสุดคุ้มอย่าง JR Pass* แบบใช้ได้ทั่วประเทศมีทั้งแบบใช้ได้ 7 วัน 14 วัน และ 21 วัน ใครที่ต้องการเดินทางระยะทางไกลข้ามไปยังภูมิภาคอื่นก็เหมาะมากที่จะซื้อบัตรพาสนี้ไว้เพราะราคาจะถูกกว่าซื้อเป็นรายเที่ยวมาก นอกจากจะขึ้นรถไฟชินคันเซ็นได้แล้วยังขึ้นรถไฟและรถบัสของ JR ได้ทั้งหมด** และอีกเรื่องที่ต้องระวังก็คือหากต้องการใช้พาสนี้ต้องซื้อจากนอกประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น
ความสนุกอีกอย่างของการท่องเที่ยวญี่ปุ่นก็คือได้ชมเทคโนโลยีล้ำสมัย จะเห็นได้ว่าอนาคตของโลกเรามีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและมีศักยภาพมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดจากการทดสอบรถไฟ Limear Chou Maglev การลอยตัวแบบแม่เหล็กจะเป็นวิวัฒนาการต่อไปของ Shinkansen ในญี่ปุ่น ปัจจุบันรถไฟ Linear Chou Maglev สามารถเข้าถึงความเร็วได้ถึง 500 กม. / ชม. และผู้เข้าชมสามารถเข้าชมสถานที่ทดสอบในจังหวัดยามานาชิได้ การเดินทางในประเทศญี่ปุ่นก็ยิ่งสะดวกรวดเร็วมากขึ้นกว่าปัจจุบันแน่นอน

**ตรวจสอบราคาบัตร JR Pass ได้ที่www.japanrailpass.net/
** JR Pass ไม่สามารถใช้กับขบวนรถ Nozomi และ Mizuho



※บทความนี้ได้เผยแพร่เมื่อเดือนพฤศจิกายน2016.